Stranger Things Season 2 (2017) สเตรนเจอร์ ธิงส์ ซีซั่น 2 EP.1-9 (จบ)

Stranger Things Season 2 (2017) สเตรนเจอร์ ธิงส์ ซีซั่น 2 EP.1-9 (จบ)

Season 5 Season 1
Season 2
Season 3 Season 4

ตัวอย่างซีรี่ย์

ดูซีรี่ย์ Stranger Things Season 2 (2017) สเตรนเจอร์ ธิงส์ ซีซั่น 2

เรื่องย่อ

เป็นเวลาเกือบปีแล้วตั้งแต่ที่วิลหายตัวไปอย่างแปลกประหลาด แต่หลายชีวิตในเมืองฮอว์กินส์ยังคงเผชิญความเปลี่ยนแปลงที่ยากจะกลับคืนเป็นปกติ ซีซั่นเริ่มต้นด้วยการหายตัวไปอย่างลึกลับของเด็กชายชื่อวิลล์ ไบเออร์ส หลังจากเหตุการณ์เหนือธรรมชาติ ขณะที่เพื่อนๆ ครอบครัว และหัวหน้าตำรวจท้องที่ออกตามหาเขา พวกเขากลับพบห้องทดลองลับของรัฐบาลที่ทำการทดลองเกี่ยวกับมิติคู่ขนานและเด็กสาวลึกลับผู้มีพลังจิตที่ชื่ออีเลฟเวน DDseries

โปสเตอร์หนัง

Stranger Things Season 2 (2017) สเตรนเจอร์ ธิงส์ ซีซั่น 2

[read more]

แต่ก่อนที่เราจะไปล้วงลึกถึงแก่นของซีซั่น 2 ตามธรรมเนียมของเราครับ! เราต้องมา อัปเดตข่าวล่าสุดและเช็กฟอร์ม 5 นัดหลังสุดจากสถานการณ์จริง ของกัปตันทีมอย่าง มิลลี่ บ็อบบี้ บราวน์ (Millie Bobby Brown) ผู้รับบท Eleven (แอล) กันก่อน ว่าจากวันนั้นจนถึงวันนี้ (ปี 2026) ฟอร์มของเธอดุดันและพัฒนาไปไกลแค่ไหน:

  1. Stranger Things Season 5 (ปลายปี 2025): นัดปิดฤดูกาลระดับโลกที่เพิ่งสตรีมมิงจบไปหมาดๆ เมื่อส่งท้ายปีที่ผ่านมา ถือเป็นแมตช์อำลาตำนานเมืองฮอว์กินส์ที่เธอทุ่มเททั้งชีวิต และโชว์ฟอร์มลากเลื้อยทางอารมณ์ได้ทรงพลังที่สุด เป็นการปิดจบที่สมศักดิ์ศรี

  2. The Electric State (2025): หนังไซไฟฟอร์มยักษ์จากพี่น้องรุสโซ ที่เธอแบกเส้นเรื่องการผจญภัยในโลกดิสโทเปียพร้อมหุ่นยนต์คู่ใจได้อย่างอยู่หมัด

  3. Damsel (2024): พลิกบทบาทเจ้าหญิงที่ต้องสู้กับมังกร นัดนี้เธอโชว์สกิลเอาตัวรอดแบบโซโล่เดี่ยว ดุดัน เลือดสาด และไม่เกรงใจใคร

  4. Enola Holmes 2 (2022): กลับมารับบทนักสืบวัยรุ่น โชว์ความแก่นเซี้ยว ไหวพริบ และเสน่ห์ที่ทำให้คนดูหลงรัก

  5. Godzilla vs. Kong (2021): ลงสนามระดับบล็อกบัสเตอร์ ปะทะสัตว์ประหลาดยักษ์ คอยเป็นตัวเชื่อมมิติความเป็นมนุษย์ในหนังสัตว์ประหลาดได้อย่างดีเยี่ยม

ข่าวล่าสุด! ตอนนี้เธอกำลังเตรียมตัวลงสนามในภาพยนตร์ Enola Holmes 3 ที่มีคิวจะพรีเมียร์สตรีมมิงบน Netflix ในช่วงซัมเมอร์ปี 2026 นี้ (โดยเธอรับหน้าที่โปรดิวเซอร์ควบคู่ไปด้วย) ถือว่ากัปตันทีมของเราฟอร์มกำลังร้อนแรงแบบไม่มีพักจริงๆ ครับ!

เมื่อเช็กความพร้อมกันแล้ว เรามาเจาะลึกทะลุมิติโลกกลับด้าน (Upside Down) ของซีซั่น 2 กันเลยครับ! เราจะข้ามเรื่องย่อไป แล้วมาดูกันว่าทำไมซีซั่นนี้ถึงเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งที่สุดของซีรีส์

เนื้อเรื่องและแก่นสาร: เมื่อบาดแผลทางใจ (Trauma) น่ากลัวกว่าสัตว์ประหลาด

ถ้าซีซั่น 1 คือภารกิจตามหาเด็กหาย ซีซั่น 2 ก็คือการตั้งคำถามว่า “หลังจากรอดชีวิตกลับมาได้ พวกเขาจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร?” แก่นเรื่อง (Theme) หลักของซีซั่นนี้ทำงานกับคำว่า “PTSD (ภาวะป่วยทางจิตจากเหตุการณ์รุนแรง)” อย่างชัดเจน บทซีรีส์พาเราไปสำรวจบาดแผลของทุกคนในฮอว์กินส์ วิลล์ ไบเออร์ส รอดกลับมาได้ก็จริง แต่จิตวิญญาณของเขายังคงติดอยู่ในโลกกลับด้าน แนนซี่และสตีฟต้องทนทุกข์กับความรู้สึกผิดที่ปล่อยให้บาร์บเพื่อนรักต้องตาย ไมค์กลายเป็นเด็กเก็บตัวและซึมเศร้าจากการสูญเสียแอล ในขณะที่แอลเองก็ต้องดิ้นรนค้นหาตัวตนและรากเหง้าของตัวเอง

ความชาญฉลาดของพี่น้องดัฟเฟอร์ (The Duffer Brothers) คือการยกระดับภัยคุกคาม จากเดิมที่เป็นเพียงเดโมกอร์กอน (Demogorgon) สัตว์ประหลาดที่ล่าตามสัญชาตญาณ ในซีซั่นนี้พวกเขาเปิดตัว จอมเปิดโปง (The Mind Flayer) สิ่งมีชีวิตระดับคอสมิก (Cosmic Horror) ที่ไม่ได้ใช้แค่กำลัง แต่ใช้ “สติปัญญา” ในการแทรกซึมและควบคุมจิตใจ มันเปรียบเสมือนภาพสะท้อนของความเจ็บปวดที่ค่อยๆ ชอนไชและกัดกินจิตใจของชาวเมืองจากรากฐาน (เหมือนเถาวัลย์ใต้ดินที่แผ่ขยายไปทั่วเมือง)

นอกจากนี้ ซีซั่น 2 ยังยอดเยี่ยมในการสลับจับคู่ตัวละคร (Character Dynamics) ที่ทำให้เกิดเคมีใหม่ๆ การจับคู่ สตีฟ แฮร์ริงตัน หนุ่มเพลย์บอยสุดห้าว ให้กลายมาเป็น “พี่เลี้ยงเด็ก” ที่ต้องมาผจญภัยร่วมกับ ดัสติน ถือเป็นการตัดสินใจที่เปลี่ยนผ่านตัวละครสตีฟให้กลายเป็นหนึ่งในตัวละครที่คนรักที่สุดในซีรีส์ การเดินทางของพวกเขาสอนเรื่องความรับผิดชอบและการเติบโตได้อย่างเป็นธรรมชาติและตลกร้ายสุดๆ ครับ

ภาพและการนำเสนอ: สุนทรียศาสตร์ยุค 80s สู่ความมืดมิดระดับคอสมิก

ในแง่ของงานภาพและองค์ประกอบศิลป์ (Cinematography & Art Direction) ซีซั่น 2 คือการอัปเกรดสเกลจาก “หนังสยองขวัญเมืองเล็ก” ไปสู่ “ภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ระดับโลก” ครับ

งานภาพและความเปรียบต่าง: ฉากที่ทรงพลังที่สุดและกลายเป็นภาพจำของซีซั่นนี้ คือฉากที่วิลล์เปิดประตูบ้านออกมาแล้วพบกับเงาทะมึนของ Mind Flayer ที่ยืนตระหง่านอยู่เหนือท้องฟ้าสีแดงเลือด ท่ามกลางพายุสายฟ้า งานภาพฉากนี้ให้กลิ่นอายของภาพยนตร์สไตล์ สตีเวน สปีลเบิร์ก (Steven Spielberg) ผสมผสานกับความสยดสยองแบบ เอช. พี. เลิฟคราฟต์ (H.P. Lovecraft) ผู้กำกับภาพเก่งมากในการใช้สีคู่ตรงข้าม โทนสีอบอุ่นของเทศกาลฮาโลวีน (สีส้ม สีน้ำตาลใบไม้ร่วง) ถูกนำมาตัดกับสีฟ้าอมเทาที่เย็นชาและเปียกชื้นของโลกกลับด้านและอุโมงค์ใต้ดิน สร้างสภาวะความไม่ปลอดภัยให้คนดูรู้สึกได้ตลอดเวลา

กลิ่นอาย Nostalgia ที่รับใช้เส้นเรื่อง: ซีรีส์ยังคงอัดแน่นไปด้วยสุนทรียศาสตร์ยุค 80s ทั้งตู้เกมอาร์เคด (Dig Dug, Dragon’s Lair) และชุดฮาโลวีน Ghostbusters แต่ของเหล่านี้ไม่ได้ถูกใส่มาเพื่อเอาใจสายเรโทรแบบฉาบฉวย แต่มันถูกกลืนเข้ากับพล็อตเรื่อง เช่น การที่กลุ่มเด็กๆ มองตัวเองเป็น “บริษัทกำจัดผี” แต่กลับต้องมาเจอกับวิญญาณร้ายที่พวกเขาไม่สามารถใช้เครื่องดูดฝุ่นจัดการได้จริงๆ หรือฉากตู้เกมที่แนะนำตัวละคร “แม็กซ์ (Max)” ให้เราได้รู้จักผ่านชื่อ “MADMAX” บนกระดานคะแนนสูงสุด

ดนตรีประกอบ (Soundtrack): ดนตรีซินธ์เวฟ (Synth-wave) จากฝีมือของ ไคล์ ดิกสัน (Kyle Dixon) และ ไมเคิล สไตน์ (Michael Stein) ยังคงทำหน้าที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเรื่อง เสียงเบสสังเคราะห์ที่ทุ้มต่ำและกระเพื่อมเป็นจังหวะในฉากที่เถาวัลย์ใต้ดินกำลังขยายตัว มันช่วยเพิ่มความกดดันและทำให้เรารู้สึกถึงความหายนะที่กำลังคลืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ

การแสดง: เวทีปล่อยของของ “โนอาห์ ชแนปป์” และเคมีที่คาดไม่ถึง

ถ้าบทคือกระดูกสันหลัง การแสดงในซีซั่น 2 ก็คือกล้ามเนื้อที่ทำให้เรื่องราวทั้งหมดมีชีวิตชีวาและจับต้องได้ครับ ทีมนักแสดงชุดนี้มีพัฒนาการที่ก้าวกระโดดมาก

โนอาห์ ชแนปป์ (Noah Schnapp) ในบท วิลล์ ไบเออร์ส: ถ้าในซีซั่น 1 เขาคือคนที่ถูกลืม ซีซั่น 2 คือเวทีที่เขามายึดสปอตไลต์คืนทั้งหมด! โนอาห์มอบการแสดงระดับที่ควรได้เข้าชิงรางวัล การเปลี่ยนผ่านจากเด็กชายที่หวาดผวา ไปสู่การเป็น “ร่างประทับ” ของสัตว์ประหลาด เขาทำได้น่าขนลุกมาก ฉากที่เขาถูกสอบสวนแล้วใช้การเคาะรหัสมอร์สเพื่อสื่อสาร แววตาของเขาที่เย็นชาและไร้ความเป็นมนุษย์ สลับกับเสียงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวด มันคือการแสดงที่ซับซ้อนและเกินวัยของเด็กคนหนึ่งไปมากครับ

เดวิด ฮาร์เบอร์ (David Harbour) และ มิลลี่ บ็อบบี้ บราวน์ (Millie Bobby Brown): นี่คือคู่พ่อลูกจำเป็นที่มอบการแสดงสายดราม่าที่ดุดันที่สุดในเรื่อง ฮาร์เบอร์รับบท ฮอปเปอร์ ชายที่สูญเสียลูกสาวและพยายามปกป้องแอลด้วยการ “ขัง” เธอไว้ ในขณะที่แอลก็คือวัยรุ่นที่ต้องการอิสรภาพ ฉากที่ทั้งคู่ทะเลาะกันในเคบิน ปาข้าวของใส่กัน และตะโกนใส่หน้ากัน มันไม่ใช่แค่การใช้พลังจิต แต่คือการระเบิดอารมณ์ของมนุษย์สองคนที่รักกันแต่สื่อสารกันไม่เป็น แววตาที่เต็มไปด้วยความโกรธและความเสียใจของมิลลี่ เป็นสิ่งตอกย้ำว่าทำไมเธอถึงเกิดมาเพื่อบทนี้

ฌอน แอสติน (Sean Astin) ในบท บ็อบ นิวบี้ (Bob Newby): การปรากฏตัวของฌอน (นักแสดงระดับตำนานจาก The Goonies และ The Lord of the Rings) คือหัวใจที่อบอุ่นที่สุดของซีซั่นนี้ บ็อบไม่ใช่แอ็กชันฮีโร่ เขาเป็นแค่ผู้ชายเนิร์ดๆ ที่รักครอบครัว การแสดงที่ดูซื่อตรงและมองโลกในแง่ดีของเขา ทำให้การเสียสละของเขาในช่วงท้ายเรื่อง กลายเป็นหนึ่งในฉากที่ทรงพลังและทำให้คนดูใจสลายมากที่สุดของแฟรนไชส์เลยทีเดียว

และที่ลืมไม่ได้คือ เดเคอร์ มอนต์โกเมอรี (Dacre Montgomery) ในบท บิลลี่ ฮาร์โกรฟ ที่เข้ามาเติมเต็มช่องว่างของ “ตัวร้ายที่เป็นมนุษย์” รังสีความก้าวร้าวและความวิปริตที่เขาแผ่ออกมา ทำให้เรารู้ว่าบางครั้ง มนุษย์ด้วยกันเองนี่แหละที่น่ากลัวไม่แพ้สัตว์ประหลาดเลย

บทสรุป: รากฐานสำคัญที่ทำให้จักรวาลฮอว์กินส์ยิ่งใหญ่

Stranger Things Season 2 (2017) ไม่ใช่แค่ภาคต่อที่ทำมาเพื่อโกยเงิน แต่มันคือการ “วางรากฐานทางอารมณ์และขยายตำนาน” ที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้เดินทางมาได้อย่างยาวนานจนถึงซีซั่น 5

การกล้าที่จะทำให้ตัวละครบอบช้ำ การเพิ่มสเกลความน่ากลัวจากระดับท้องถิ่นไปสู่ระดับคอสมิก และการสร้างเคมีใหม่ๆ ระหว่างตัวละคร ทำให้ซีซั่น 2 มีความกลมกล่อม ทั้งในแง่ของความระทึกขวัญ ดราม่าครอบครัว และคอมเมดี้วัยรุ่น มันคือซีซั่นที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่ว่าสัตว์ประหลาดจะตัวใหญ่หรือน่ากลัวแค่ไหน แต่สายใยแห่งมิตรภาพและความกล้าหาญของมนุษย์ คือสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เราเอาชนะความมืดมิดได้ครับ

นักแสดง

Millie Bobby Brown - IMDb

Millie Bobby Brown

Finn Wolfhard | Rotten Tomatoes

Finn Wolfhard

Gaten Matarazzo - IMDb

Gaten Matarazzo

Natalia Dyer - Wikipedia

Natalia Dyer

 

ผู้กำกับ

Matt Duffer / Ross Duffer

รีวิวหนัง Stranger Things Season 2 ดูหนัง

beartai

แม้กลับมาจากโลกกลับหัวแล้ว แต่ วิล (โนอา ชแนป)ยังคงเห็นนิมิตรถึงวันโลกาวินาศที่กำลังมาเยือนเมือง ฮอว์กินส์ พร้อมกับสิ่งผิดปกติที่เกิดกับบุคคลรอบข้างทั้ง ดัสติน (เกเตน มาตาราซโซ) ที่แอบเลี้ยงสัตว์ประหลาดตัวน้อยจนเกิดเรื่องผิดใจกับลูคัส (เคเลป แม็กลาฟลิน), การมาถึงของแม็กซ์ (เซดี้ ซิงค์)สาวสเก็ตช์บอร์ดคนใหม่ที่ไม่มีใครรู้ที่มา ส่วน อีเลฟเว่น (มิลลี บ็อบบี้ บราวน์) ก็มุ่งตามหาแม่และญาติที่เป็นมนุษย์ทดลองเหมือนเธอ ส่วน ไมค์ (ฟิน วูล์ฟฮาร์ด) ที่กำลังตามหาอีเลฟเว่น ก็กำลังหาทางช่วย วิล ให้พ้นจากการถูกครอบงำของเหล่าอสูรกายจากโลกกลับหัวที่อาจกลืนกินโลกของพวกเขาไปตลอดกาล

เหล้าเก่าในขวดใหม่แต่ก็บ่มมาดีนะ

กล่าวโดยหน้าที่หลักของซีซัน 2 ของ Stranger Things แล้วก็คงหนีไม่พ้นการกลับมาเพื่อตอบคำถามว่าโลกกลับหัวจะส่งผลต่อวิลยังไง ความสัมพันธ์ระหว่าง ไมค์กับอีเลฟเว่นจะคืบหน้าหรือไม่ ซึ่งตัวซีรีส์ก็ทำหน้าที่ตรงนี้ได้อย่างไม่บิดพลิ้ว ควบคู่ไปกับการพยายามเปิดประเด็นใหม่ๆอย่างการนำแม็กซ์ เด็กสาวสเก็ตบอร์ด หรือเหล่าแก๊งโจรหัวขบถที่มีมนุษย์ทดลองจากแล็ปอย่าง กาลี อยู่ในกลุ่ม และไม่ลืมที่จะเพิ่มความตื่นเต้นด้วยการเพิ่มฉากแอ็คชั่น ฉากสยองขวัญ โชว์เทคนิคพิเศษ ที่อ้างอิงมาจากหนังดังยุค 80 ซึ่งก็น่าจะถูกใจแฟนๆของซีรีส์นี้ได้ไม่ยาก แม้ว่าการเพิ่มตัวละครใหม่เข้ามาจะไม่ได้สานประเด็นต่อยอดไปจากเดิมนักก็ตาม

แต่กระนั้นสิ่งที่ดีขึ้นกว่าซีซันแรกอย่างเห็นได้ชัดคงเป็นการเฉลี่ยบทบาทจากแก๊งเด็กไปเล่าเรื่องราวรักสามเศร้าระหว่างสองหนุ่ม โจนาธาน และ สตีฟ กับ แนนซี่ โดยมีความผิดบาปของแนนซี่ต่อบาบาร่าเพื่อนที่จากไปของเธอเป็นจุดศูนย์กลางทำให้ซีซันนี้นักแสดงในกลุ่มวัยรุ่นอย่าง นาตาลี ไดเออร์, ชาลี ฮีตัน และโจ คีรีย์ ได้แสดงความสามารถทางการแสดง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการเพิ่มบทบาทให้พวกเขาช่วยให้เรื่องราวมีมิติของความเป็นดราม่าโรแมนติก และสามารถช่วยปิดประเด็นการหายตัวไปของบาบาร่าที่ค้างคาจากซีซันที่แล้วได้ดีทีเดียว

กลับมาเถอะวันวาน

นอกจากเรื่องราวลี้ลับที่เล่าได้อย่างสนุกสนานแล้วสิ่งที่ทำให้ Stranger Things ซีซันแรกกุมหัวใจเหล่าแฟนๆอยู่หมัดคงหนีไม่พ้นการอ้างอิงถึง พ็อพคัลเจอร์ ยุค80 ทั้งหนังและเพลงดังในยุคดังกล่าว โดยคราวนี้พี่น้องดัฟเฟอร์ก็จัดเต็มด้วยการย้อนวันวานแสนหวานของยุค 80 ทั้งการอ้างอิงหนังไซไฟและหนังสยองขวัญแห่งยุคอย่าง Carrie, ET, Ghost Busters, The Lost Boys, Exorcist, The Thing และ Gremlins รวมถึงไม่ลืมที่จะคารวะสตีเฟน คิงด้วยการมีฉากกลุ่มเด็กๆในเรื่องเดินบนรางรถไฟเหมือนหนัง Stand By Meที่สร้างจากนิยายของเขา ส่วนเพลงดังก็ขนมาตั้งแต่เพลงพ็อพหวานๆอย่าง Time after time ของ Cyndi Lauper เพลงร็อคอย่าง Runaway ของ Bon Jovi ไปจนเพลงคันทรี่อย่าง Island in the stream ของ Dolly Parton กับ Kenny Rogers รวมถึง Should I Stay or Should I go ของวง The Clash เพลงดังจากภาคแรก เพื่อเสริมบรรยากาศของยุคสมัยควบคู่ไปกับงานสร้างตั้งแต่ร้านตู้เกมอาร์เคต ไปจนถึงโรงหนังที่ขึ้นโปรแกรมฉาย The Terminator หรือคนเหล็ก 2029 ภาคแรกเพื่อบอกเล่าถึงยุคสมัยปี 1984 ที่หนังยังคงเนี้ยบทุกกระเบียดนิ้วเช่นเดิม

สรุปแล้ว Stranger Things 2 ถือว่าสมการรอคอยของแฟนๆซีรีส์ แม้อาจจะขาดความแปลกใหม่ไปบ้าง แต่พัฒนาการด้านโปรดักชั่นก็ทำให้แฟนๆซีรีส์ตื่นตาตื่นใจและสนุกสนานไม่น้อยเลยทีเดียว

pantip

…..เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อจากเหตุการณ์จาก ss1 เมื่อวิล สามารถหนีออกมาจากมิติมืดได้ เเต่วิลกลับสามารถมองเห็นบางสิ่งบางอย่างที่แปลกประหลาดและไม่สามารถอธิบายได้ เเละเหมือนสิ่งที่เขาเห็นมันกำลังเกิดขึ้นจริง เเม่ของวิล นายอำเภอ เเละเเก๊งค์เพื่อนของวิลอันได้เเก่ ไมค์ ดัสติน ลูคัส และแอล จึงรวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อหยุดยั่งมหันตภัยมืดที่กำลังจะเกิดขึ้น ก่อนที่เมืองๆนี้จะถูกสิ่งนี้ทำลาย

…..ซีรี่ย์เรื่องนี้เป็นซีรี่ย์ที่ผสมระหว่างความเป็น coming of age ไซไฟ ผจญภัย แฟนตาซี ลึกลับ ระทึกขวัญและดราม่าได้อย่างลงตัวมากๆ เเละมันสนุกมากๆ หากไครที่เคยเล่นวีดีโอเกมที่มีชื่อว่า obscure คุณจะอินกับซีรี่ย์เรื่องนี้มากๆ เหมือนกับผม โดยเนื้อหาของเกมนี้จะเป็นการตามหาเพื่อนที่หายตัวไปในโรงเรียนเเห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงเรียนที่เก่าเเก่เเละมีประวัติดำมืดซ่อนอยู่ ตัวละครในเกมจะต้องไขปริศนาที่ลึกลับในโรงเรียนเเลัต้องต่อสู้ปีศาจมากมายที่ออกมาด้วย ส่วนบรรยากาศของมิติมืดในซีรี่ย์ มันเหมือนกับบรรยากาศในเกมนี้มาก บรรยากาศหลอนๆ มีอุโมง มีเถาวัลย์ขยับได้ ดอกไม้พิษ และทั้งทั่วบริเวณในอากาศจะมีเหมือนเศษใบหญ้าลอยเต็มไปหมด อีกทั้งลักษณะของพวกสัตว์ประหลาดก็หน้าตาคล้ายๆ กันอีก ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ ผมว่ามันดีมากเเละเจ๋งมากเลยเเหละ โดยส่วนตัวอินมากครับตรงจุดนี้

…..นอกจากนี้ยังเป็นซีรี่ย์ที่เเต่ละตอนจะมีปมซ่อนอยู่ให้เราอยากค้นหา อยากติดตามว่ามันคืออะไรกันเเน่ และมันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ก่อนจะมาเฉลยทั้งหมดในสองตอนสุดท้าย ซึ่งเป็นสองตอนที่พีคมาก และมันยังทิ้งปมไว้ต่อใน ss3 อีก

…..ในซีซั่นนี้เราจะเห็นพัฒนาของตัวละครเเต่ละตัว โดยเฉพาะ เด็กสาวพลังจิตอย่าง เเอล ที่ภาคนี้ได้ออกค้นหาตัวเอง เเละอีกคนที่เห็นได้ชัดคือ สตีฟ หนุ่มขี้เก็กสุดฮอตของโรงเรียน และไม่ค่อยเเคร์ไคร กลายมาเป็นคนที่ดูสุขุมใจเย็น และมีความเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น ซึ่งส่วนตัวผมชอบตัวละครสตีฟมากที่สุด ส่วนตัวละครอื่นๆ ก็ยังคงรักษามาตรฐานเดิมได้ดี นอกจากตัวละเก่าๆ เเล้ว ภาคนี้ยังมีตัวละครใหม่ๆ

ที่เพิ่มเข้ามา ได้เเก่ เเม็ค สาวน้อยสุดห้าว ที่อยากจะเข้ากลุ่มกับเเก๊งค์ของไมค์ พี่ชายเจ้าอารมณ์สุดเซ็กซี่ของเธอ ที่สวยๆ เกือบทั้งโรงเรียนหมายปองและเป็นคู่กัดกับสตีฟ (เดเคอร์ ที่แสดงเป็น Red ranger ใน Power ranger แสดงได้กว่าบาทามาก) และบ๊อบ หนุ่มร่างใหญ่ที่อยากจะเป็นเเฟนกับเเม่ของวิล

…..สรุปคือเป็นซีรี่ย์ที่โคตรสนุก และดำเนินเรื่องได้น่าติดตามที่สุดอีกเรื่องหนึ่งในปีนี้ คุณค่าเเก่การรับชมเป็นอย่างยิ่ง เเละขอเตือนไว้ว่า ไม่ควรเก็บไว้ดูตอนก่อนจะนอน เพราะเมื่อเครื่องติดเเล้ว คุณจะไม่สามารถละสายตาจากมันได้เลย จนในคืนนั้นคุณต้องยอมอดนอนเพื่อดูมันจนครบทุกตอน…

แนะนำซี่รี่ย์ ซับไทย The stranger things ss2

ของ NETFLIX ⭐⭐⭐⭐⭐ (10/10) (ไม่สปอย)

หากไครชอบหนังเเนว ET เพื่อนรัก , Super 8,

Send by me และ IT โผล่จากนรก คุณควรดูซี่รี่ย์เรื่องนี้ ดูเเล้วมันหยุดไม่อยู่จริงๆ

[/read]

เรื่องย่อและภาพรวม

Stranger Things Season 2 (2017) สเตรนเจอร์ ธิงส์ ซีซั่น 2 เป็นเรื่องที่ควรเริ่มจากการมองภาพรวมของแนวเรื่องและข้อมูลพื้นฐานก่อนรับชม โดยข้อมูลในโพสต์ระบุบริบทไว้ว่า จากไทย, ปี 2017, Season 2, EP.1-9, พากย์ไทย / ซับไทย บทความนี้จึงเล่าเฉพาะภาพกว้าง ไม่ลงลึกถึงจุดหักมุมหรือรายละเอียดปลายทางของเรื่อง

ภาพรวมของเรื่องให้ความสำคัญกับภาพรวมของเรื่อง ตัวละคร และทิศทางการเล่าเรื่อง ผู้ชมจะค่อย ๆ เห็นบรรยากาศ เหตุการณ์ และแรงขับของตัวละครผ่านจังหวะการเล่าที่เปิดรายละเอียดทีละส่วน

ซีรี่ย์เรื่องนี้เหมาะกับใคร

ผู้ชมที่น่าจะเข้ากับเรื่องนี้คือคนที่ชอบอ่านเรื่องย่อแบบพอดี ๆ ไม่เฉลยปมหลัก และให้ความสำคัญกับภาพรวมของเรื่อง ตัวละคร และทิศทางการเล่าเรื่อง หากชอบซีรี่ย์ที่มีบรรยากาศชัดเจน เรื่องนี้ก็น่าลองเก็บไว้พิจารณา

ข้อมูลเบื้องต้นของซีรี่ย์

  • ชื่อเรื่อง: Stranger Things Season 2 (2017) สเตรนเจอร์ ธิงส์ ซีซั่น 2
  • ประเภท/หมวดหมู่: ซีรี่ย์ Netflix, ซีรี่ย์ฝรั่ง
  • ประเทศ: ไทย
  • ปีที่ออกอากาศ: 2017
  • ซีซั่น: Season 2
  • จำนวนตอน: EP.1-9
  • รูปแบบเสียง/คำบรรยาย: พากย์ไทย / ซับไทย

จุดเด่นของซีรี่ย์เรื่องนี้

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ชวนติดตามคือการพาไปสำรวจภาพรวมของเรื่อง ตัวละคร และทิศทางการเล่าเรื่อง โดยไม่เปิดเผยทุกอย่างทันที งานเล่าเรื่องจึงเหมาะกับผู้ชมที่อยากค่อย ๆ ตามดูพัฒนาการและทิศทางของเหตุการณ์

เมื่อข้อมูลต้นฉบับมีไม่มาก จุดเด่นที่ควรจับตาคือความชัดของแนวเรื่อง ข้อมูลตอน และโทนโดยรวม ซึ่งช่วยให้เลือกดูได้ตรงอารมณ์มากขึ้น

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

สำหรับคนที่ชอบแนวเดียวกับหมวดหมู่ของโพสต์ การดูข้อมูลหมวดหมู่และปีที่ออกอากาศจะช่วยเชื่อมโยงกับซีรี่ย์อื่นที่มีรสชาติใกล้กันได้ดี โดยเฉพาะเรื่องที่เน้นการเล่าแบบค่อย ๆ เปิดเผยรายละเอียด

คำถามที่พบบ่อย

ซีรี่ย์เรื่องนี้เป็นแนวอะไร?
ข้อมูลในโพสต์ระบุเรื่องนี้ไว้ในหมวด ซีรี่ย์ Netflix, ซีรี่ย์ฝรั่ง จึงควรอ่านภาพรวมและข้อมูลตอนประกอบก่อนรับชม

เหมาะกับผู้ชมแบบไหน?
เหมาะกับผู้ชมที่ต้องการอ่านเรื่องย่อแบบไม่สปอยล์หนัก และอยากรู้โทนเรื่อง จุดเด่น รวมถึงข้อมูลพื้นฐานก่อนเลือกดู

มีจำนวนตอนเท่าไร?
ข้อมูลในโพสต์ระบุจำนวนตอนไว้ว่า EP.1-9

สรุปก่อนรับชม

ก่อนเริ่มดู แนะนำให้ใช้ข้อมูลในหน้านี้เป็นตัวช่วยจับโทน ทั้งเรื่องย่อ จุดเด่น และข้อมูลเบื้องต้น โดยมีรายละเอียดสำคัญคือ จากไทย, ปี 2017, Season 2, EP.1-9, พากย์ไทย / ซับไทย เพื่อเลือกเรื่องที่เหมาะกับอารมณ์การรับชมของตัวเอง