Terminator Zero (2024) คนเหล็ก ซีโร่ EP.1-8 (จบ)
Season 1

ตัวอย่างซีรี่ย์

ดูซีรี่ย์ Terminator Zero (2024) คนเหล็ก ซีโร่

ลบภาพจำเก่าๆ ของแฟรนไชส์คนเหล็กทิ้งไปได้เลย เพราะการกลับมาครั้งนี้คือการ “ปฏิวัติ” อย่างแท้จริง! “Terminator Zero” คืออนิเมะซีรีส์ Original จาก Netflix ที่ได้สตูดิโอระดับตำนานอย่าง Production I.G (ผู้สร้าง Ghost in the Shell และ Psycho-Pass) มารับหน้าที่เนรมิตสงครามระหว่างคนกับเครื่องจักรให้กลับมาลุกเป็นไฟอีกครั้ง!

 

เรื่องย่อ

 

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1997 ณ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงเวลาที่โลกยังไม่รู้จักกับ “สกายเน็ต” และ “วันพิพากษา” แต่เบื้องหลังความสงบสุขนั้น สงครามแห่งอนาคตได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว เรื่องราวไม่ได้โฟกัสที่ครอบครัวคอนเนอร์ แต่จะเล่าผ่านตัวละครกลุ่มใหม่ทั้งหมด โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ มัลคอล์ม ลี นักวิทยาศาสตร์อัจฉริยะผู้กำลังพัฒนา AI ระบบใหม่ขึ้นมาเพื่อแข่งขันกับ “สกายเน็ต” การกระทำของเขาทำให้เขากลายเป็นเป้าหมายสำคัญที่อาจจะเปลี่ยนแปลงอนาคตของสงครามได้ อนาคตจึงได้ส่งทหารหญิงผู้แข็งแกร่งคนหนึ่งย้อนเวลากลับมาเพื่อปกป้องชีวิตของมัลคอล์ม แต่ในขณะเดียวกัน สกายเน็ตก็ได้ส่ง “เทอร์มิเนเตอร์” รุ่นใหม่ล่าสุดที่โหดเหี้ยมและอันตรายยิ่งกว่าเดิมย้อนเวลากลับมาเพื่อสังหารเขาเช่นกัน การไล่ล่าสุดระทึกท่ามกลางแสงสีของโตเกียวยุค 90s จึงเริ่มต้นขึ้น โดยมีชะตากรรมของมวลมนุษยชาติเป็นเดิมพัน!

[read more]

ทำความรู้จักทีมงานและนักพากย์

 

  • ผู้สร้าง/เขียนบท: แมตต์สัน ทอมลิน (Mattson Tomlin) (ผู้ร่วมเขียนบท The Batman)
  • สตูดิโอ: Production I.G
  • นักแสดงให้เสียงพากย์ (ญี่ปุ่น):
    • ยูยะ อุจิดะ (Yūya Uchida)
    • โทอะ ยูกินาริ (Toa Yukinari)
    • อัตสึมิ ทาเนซากิ (Atsumi Tanezaki)

อยากติดตามผลงานอื่นๆ ของพวกเขาไหม? ลองค้นหาบนเว็บ DDseries ของเราได้เลย!

 

โปสเตอร์หนัง

Terminator Zero (2024) คนเหล็ก ซีโร่

Terminator Zero (2024) คนเหล็ก ซีโร่

Terminator Zero (2024) คนเหล็ก ซีโร่

รีวิวภาพรวม: การกลับสู่รากเหง้าความสยองที่สมศักดิ์ศรี

 

“Terminator Zero” คือการกลับมาที่ “ใช่” และ “ถูกที่ถูกทาง” ที่สุดในรอบหลายปีของแฟรนไชส์นี้ ซีรีส์ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการดึงเอา “หัวใจ” และ “บรรยากาศ” ของสองภาคแรกสุดคลาสสิกกลับมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันคือการผสมผสานระหว่างความสยองขวัญ-ไล่ล่าที่กดดันจนหายใจไม่ทั่วท้องแบบภาคแรก เข้ากับฉากแอ็กชันที่ดุเดือดและยิ่งใหญ่แบบภาคสอง งานแอนิเมชัน จาก Production I.G คือระดับมาสเตอร์พีซอย่างแท้จริง ทุกฉากเต็มไปด้วยรายละเอียด, การเคลื่อนไหวที่ลื่นไหล, และการออกแบบที่ดิบเถื่อนสมจริง ฉากแอ็กชันทำออกมาได้โหดและเลือดสาดแบบไม่มียั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังภาคหลังๆ ไม่เคยทำได้ถึง

ในด้านเนื้อเรื่อง การเลือกที่จะเล่าเรื่องราวของตัวละครกลุ่มใหม่ในฉากหลังที่ไม่เคยมีมาก่อนอย่าง “ญี่ปุ่น” ถือเป็นการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม มันทำให้จักรวาลคนเหล็กดูสดใหม่และน่าสนใจขึ้นอีกครั้ง บทภาพยนตร์มีความเข้มข้น, ซับซ้อน, และเต็มไปด้วยการหักมุมที่น่าติดตาม โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาชื่อของ จอห์น หรือ ซาราห์ คอนเนอร์ เลย โดยสรุป “Terminator Zero” คือผลงานที่แฟนๆ คนเหล็กตัวจริงรอคอยมานาน และเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนรุ่นใหม่ที่อยากจะสัมผัสกับความยิ่งใหญ่ของแฟรนไชส์นี้

คะแนนจากนักวิจารณ์: (ณ วันที่รีวิว ซีรีส์ได้รับคำชมอย่างถล่มทลายจากนักวิจารณ์และผู้ชม)

  • IMDb: (คาดการณ์คะแนนสูงในระดับ 8.5+/10)
  • Rotten Tomatoes: (คาดการณ์คะแนนสูงในระดับ 90%+)

MrPaull

⭐ 5/10

ผมไม่ค่อยดูอนิเมะเท่าไหร่ แต่ในฐานะแฟน Terminator ที่ไม่ค่อยพอใจกับหนังที่ออกฉายหลังจาก Terminator 2 ผมเลยตัดสินใจลองสร้างภาคนี้ดู และมันก็ดีอย่างน่าประหลาดใจ เพราะ James Cameron ไม่ได้มีส่วนร่วมเลยด้วยซ้ำ มันอาจจะช่วยปลุกชีพซีรีส์นี้ขึ้นมาได้เลยทีเดียว เรื่องราวเกิดขึ้นที่โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงปี 1997 นักวิทยาศาสตร์ชื่อ Malcolm Lee ได้สร้าง AI ชื่อ Kokoro ขึ้นมาเพื่อต่อสู้กับ Skynet เนื้อเรื่องคร่าวๆ มาจาก “The Terminator” ในปี 1984 ดร. Lee รับบทแทน John Connor ขณะที่ทหารที่ถูกส่งมาจากอนาคตชื่อ Eiko รับบทแทน Kyle Reese ที่ถูกส่งตัวข้ามเวลามาเพื่อปกป้อง Dr. และลูกๆ ของเขา หลังจากนั้น Terminator รุ่น T-800 ก็ติดตามเธอไปขัดขวางความพยายามของเธอ ฆ่าครอบครัว Lee และทำลาย Kokoro แม้ว่าจะไม่มีการระบุว่าจักรวาลนี้มีความเชื่อมโยงกับ T1 หรือ T2 หรือไม่ก็ตาม ไม่มีการพูดถึง John Connor เลยด้วยซ้ำ ฉันคิดว่าเวลาเท่านั้นที่จะพิสูจน์ได้

เรื่องราวยอดเยี่ยมและดำเนินเรื่องได้ดี มีทั้งจุดหักมุมและความประหลาดใจที่อิงจากการเดินทางข้ามเวลาที่ทำให้คุณต้องติดหนึบ และซีรีส์นี้ไม่ได้เน้นไปที่ฉากแอ็คชั่นหรือความสยองขวัญสุดระทึกแบบฉบับภาพยนตร์ ต่างจากภาพยนตร์หลังจาก T2 ตัวละครมีมิติและน่าสนใจ ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีช่วงเวลาอบอุ่นหัวใจระหว่างมัลคอล์ม ลูกๆ ของเขา และมิซากิ แม่บ้านลึกลับของพวกเขา แม้ว่าในที่สุดเธอจะเปิดเผยว่าเป็นหุ่นยนต์ แต่เธอก็ยังคงรู้สึกรักใคร่เอ็นดูเด็กๆ และปกป้องพวกเขาจาก T-800 และเราได้เห็นดร.ลี ถกเถียงเชิงปรัชญาและศีลธรรมกับโคโคโระ ว่ามนุษยชาติควรค่าแก่การช่วยเหลือหรือไม่

ซีรีส์นี้ย้อนกลับไปอย่างน้อยก็บางส่วนถึงรากเหง้าของความสยองขวัญในแฟรนไชส์นี้ ในที่นี้ T-800 นั้นคล้ายกับ T1 มาก มันคือเครื่องจักรสังหารที่ฉลาดแกมโกง ไร้เทียมทาน และโหดเหี้ยม มันเลียนแบบเสียงเพื่อหลอกล่อเป้าหมาย ปลอมตัว และแม้แต่หลบเลี่ยงกฎหมายควบคุมอาวุธปืนที่เข้มงวดของญี่ปุ่นด้วยการสร้างหน้าไม้แบบตะปูซ่อนไว้ในแขน การเริ่มต้นของ Judgement Day และ Kokoro ที่เปลี่ยนญี่ปุ่นให้เป็นรัฐตำรวจและแฮ็ก 1NNOs เพื่อใช้เป็นทหารก็น่าสะพรึงกลัวเช่นกัน

เพลงประกอบนั้นยอดเยี่ยมและสร้างสรรค์ได้ดี ถ่ายทอดจิตวิญญาณของภาพยนตร์ได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงกลองที่ฟังดูน่ากลัวเล็กน้อยระหว่างการเผชิญหน้ากับ T-800 ซึ่งคล้ายกับผลงานการประพันธ์ของ Brad Fiedel ใน T1 และ T2 ผมพบว่าการย้อนอดีตไปยังเนื้อหาต้นฉบับจำนวนมากนั้นมีเสน่ห์มาก และแฟนพันธุ์แท้ Terminator ทุกคนจะสังเกตเห็นได้ เช่น ภาพของ T-800 ที่ปลอมตัวเป็นตำรวจมอเตอร์ไซค์เหมือนกับ T-1000 การจำลองเหตุการณ์สังหารหมู่ที่สถานีตำรวจจาก T1 และภาพของ HK ที่กลิ้งทับทุ่งกะโหลกมนุษย์ในดินแดนรกร้างหลังหายนะ ผู้สร้างซีรีส์นี้ทำการบ้านมาดีมาก หลังจากดูรวดเดียวจบภายในสองวัน ผมสามารถพูดได้อย่างมั่นใจว่าถึงแม้ภาคนี้อาจจะไม่ยอดเยี่ยมเท่าสองภาคแรกหรือ Sarah Connor Chronicles แต่มันก็ยังถือว่าพัฒนาขึ้นกว่าภาคก่อนๆ และคุ้มค่าแก่การดูทั้งสำหรับแฟนๆ ของแฟรนไชส์นี้และแฟนๆ อนิเมะโดยรวม ผมหวังว่ามันจะได้รับไฟเขียวให้สร้างซีซันที่สอง

richard_kitchen

⭐ 5/10

ปัญหาสำหรับแฟนพันธุ์แท้ Terminator ตัวจริงเสียงจริงคือไม่มีภาคไหนเลยที่ทำให้เรารู้สึกถึงอารมณ์แบบที่ T1 และ T2 มอบให้เรา หนังทุกเรื่องตั้งแต่นั้นมา แม้จะมีอาร์โนลด์ร่วมแสดงด้วย ก็ยังขาดอะไรบางอย่างไป ราวกับว่าคนเขียนบท/ผู้กำกับไม่เคยเข้าใจเลยว่าอะไรที่ทำให้หนังเหล่านั้นได้รับความนิยมและมีความสำคัญตั้งแต่แรก พวกเขาทำให้หนังดูด้อยค่าลงด้วยมุกตลกไร้สาระ ตัดความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์ออกไป หยุดสำรวจ SkyNet และสงครามในอนาคต เปลี่ยนจอห์น คอนเนอร์ให้กลายเป็นหุ่นยนต์!! (แย่มาก) ภาคล่าสุดนี้ดำเนินเรื่องในช่วงเวลาเดียวกับ T2 นำเสนอการพัฒนาเทคโนโลยีที่สดใหม่ สำรวจข้อบกพร่องของมนุษยชาติ ยังคงความสยองขวัญที่ทำได้ดีใน T1 ไว้ พร้อมกับสำรวจความเชื่อมโยงที่ทำได้อย่างสมบูรณ์แบบใน T2 เราจะกลับไปถึงจุดสูงสุดของ T2 ได้ไหม? ไม่ เราจะไม่กลับ อาร์โนลด์มีบทบาทสำคัญเกินไปในภาพยนตร์เหล่านั้น และฮอลลีวูดก็เสียโอกาสไปเปล่าๆ กับหนังเรื่องอื่นๆ ที่มีบทหนังอ่อนแอ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการแสดงนี้จะเป็นแอนิเมชั่น แต่ก็จะมอบบางสิ่งบางอย่างให้กับคุณ นั่นก็คือ มันจะปลุกความรู้สึกที่กำลังจะหมดไปจากเรื่องราวอันเป็นที่รัก แม้ว่าจะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม

แอนิเมชัน/ซีรีส์ที่คล้ายกัน

 

หากคุณชื่นชอบอนิเมะแนวไซไฟ-แอ็กชันสุดดาร์ก เราขอแนะนำเรื่องเหล่านี้:

  1. Ghost in the Shell: Stand Alone Complex: ผลงานระดับตำนานของ Production I.G ที่ว่าด้วยหน่วยตำรวจไซเบอร์ในโลกอนาคต
  2. Psycho-Pass (ไซโค-พาสส์ ถอดรหัสล่า): อนิเมะไซไฟ-ทริลเลอร์สุดเข้มข้นที่ตำรวจสามารถวัดระดับอาชญากรรมในใจของคนได้
  3. Cyberpunk: Edgerunners (2022): อนิเมะสุดเดือดจาก Netflix ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและสไตล์ไซเบอร์พังก์จัดจ้าน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

Q: ต้องเคยดูหนัง Terminator ภาคเก่าๆ มาก่อนไหม?
A: เพื่ออรรถรสสูงสุด แนะนำให้ดู The Terminator (1984) และ Terminator 2: Judgment Day (1991) มาก่อนครับ เพื่อที่จะได้เข้าใจกฎและบรรยากาศของจักรวาลนี้ แต่ถึงไม่เคยดูมาก่อนก็ยังสามารถสนุกกับเรื่องราวของซีรีส์นี้ได้ เพราะเป็นตัวละครและเนื้อเรื่องใหม่ทั้งหมด

Q: เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับครอบครัวคอนเนอร์ (จอห์น, ซาราห์) หรือไม่?
A: ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงครับ ซีรีส์นี้เป็นการขยายจักรวาลโดยเล่าเรื่องราวของตัวละครกลุ่มใหม่ที่ต่อสู้กับสกายเน็ตในอีกมุมหนึ่งของโลกครับ

Q: ทำไมถึงเลือกสร้างเป็นอนิเมะ?
A: การสร้างเป็นอนิเมะเปิดโอกาสให้ผู้สร้างสามารถนำเสนอฉากแอ็กชันที่รุนแรงและยิ่งใหญ่ได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณของไลฟ์แอ็กชัน และการได้ร่วมงานกับสตูดิโอระดับโลกอย่าง Production I.G ก็เป็นการการันตีคุณภาพของงานภาพได้เป็นอย่างดี

Q: หาดูได้ที่ไหน?
A: “Terminator Zero” เป็นอนิเมะ Original ของ Netflix สามารถรับชมได้ทาง Netflix เท่านั้น

[/read]

จุดเด่นของซีรี่ย์เรื่องนี้

จุดเด่นของซีรี่ย์เรื่องนี้อยู่ที่การวางบรรยากาศให้สอดคล้องกับแนวเรื่องที่โพสต์จัดหมวดไว้ ผู้ชมจะได้เห็นภาพรวมของเรื่อง ตัวละคร และทิศทางการเล่าเรื่องผ่านการเล่าเรื่องที่ค่อย ๆ สร้างน้ำหนักจากรายละเอียดรอบตัวละคร

อีกส่วนที่ช่วยให้เรื่องน่าติดตามคือการจัดจังหวะของแต่ละตอนให้มีพื้นที่สำหรับอารมณ์และเหตุการณ์สำคัญ เหมาะกับคนที่ชอบซีรี่ย์ที่ดูแล้วค่อย ๆ เข้าใจบริบทของเรื่องมากขึ้น

ซีรี่ย์เรื่องนี้เหมาะกับใคร

ซีรี่ย์เรื่องนี้เหมาะกับผู้ชมที่ชอบซีรี่ย์ที่อยากอ่านภาพรวมก่อนรับชม และอยากติดตามภาพรวมของเรื่อง ตัวละคร และทิศทางการเล่าเรื่องแบบไม่ต้องรู้สปอยล์ล่วงหน้า หากคุณเลือกเรื่องจากโทน บรรยากาศ และข้อมูลตอนเป็นหลัก หน้านี้ช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

เรื่องย่อและภาพรวม

บรรยากาศของซีรี่ย์คือสิ่งที่ควรสังเกตตั้งแต่ช่วงแรกของการรับชม โดยโพสต์นี้มีข้อมูลกำกับไว้ว่า จากไทย, ปี 2024, EP.1-8, พากย์ไทย ภาพรวมจึงเหมาะกับผู้ชมที่อยากรู้ก่อนว่าเรื่องพาไปทางอารมณ์แบบไหน

ตัวเรื่องใช้จังหวะการเล่าเพื่อค่อย ๆ เปิดให้เห็นความสัมพันธ์ เหตุการณ์ และแรงกดดันที่ตัวละครต้องเผชิญ โดยบทความนี้เล่าเฉพาะส่วนที่ช่วยให้เข้าใจภาพรวม ไม่เฉลยรายละเอียดสำคัญ

ข้อมูลเบื้องต้นของซีรี่ย์

  • ชื่อเรื่อง: Terminator Zero (2024) คนเหล็ก ซีโร่
  • ประเภท/หมวดหมู่: ซีรี่ย์ Netflix, ซีรี่ย์การ์ตูน
  • ประเทศ: ไทย
  • ปีที่ออกอากาศ: 2024
  • จำนวนตอน: EP.1-8
  • รูปแบบเสียง/คำบรรยาย: พากย์ไทย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

เนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มักอยู่ในกลุ่มแนวเดียวกับหมวดหมู่ของโพสต์หรือหมวด ซีรี่ย์ Netflix, ซีรี่ย์การ์ตูน ผู้ชมที่ชอบโทนคล้ายกันสามารถมองหาเรื่องที่ให้ความสำคัญกับบรรยากาศ ตัวละคร และจังหวะการเล่าที่ใกล้เคียงกันได้ภายในเว็บ

คำถามที่พบบ่อย

ซีรี่ย์เรื่องนี้เป็นแนวอะไร?
ข้อมูลในโพสต์ระบุเรื่องนี้ไว้ในหมวด ซีรี่ย์ Netflix, ซีรี่ย์การ์ตูน จึงควรอ่านภาพรวมและข้อมูลตอนประกอบก่อนรับชม

เหมาะกับผู้ชมแบบไหน?
เหมาะกับผู้ชมที่ต้องการอ่านเรื่องย่อแบบไม่สปอยล์หนัก และอยากรู้โทนเรื่อง จุดเด่น รวมถึงข้อมูลพื้นฐานก่อนเลือกดู

มีจำนวนตอนเท่าไร?
ข้อมูลในโพสต์ระบุจำนวนตอนไว้ว่า EP.1-8

สรุปก่อนรับชม

โดยรวมแล้วเรื่องนี้เป็นซีรี่ย์ที่ควรพิจารณาจากโทนเรื่อง หมวดหมู่ และข้อมูลพื้นฐานที่ระบุไว้ในโพสต์ โดยเฉพาะบริบทเรื่อง จากไทย, ปี 2024, EP.1-8, พากย์ไทย หากแนวทางเหล่านี้ตรงกับรสนิยมของคุณ ก็เป็นอีกเรื่องที่น่าลองติดตามแบบไม่ต้องรู้สปอยล์ล่วงหน้า